ข่าวสาร CYCLEFEST

แอมบาสเดอร์นักปั่น: อิวาน บาสโซ่

November 13 2019, Wednesday

คนเก่ง ยังไงก็เก่ง แต่การที่จะดึงความสามารถของแต่ละคนออกมาได้ คุณต้องมีพี่เลี้ยงที่ดี

อิวาน บาซโซ่ ถือเป็นคู่แข่งคนสำคัญอีกคนหนึ่งของแลนซ์ อาร์มสตรองเลยก็ว่าได้ ด้วยสไตล์การปั่นจักรยานที่ดุดัน กล้าได้กล้าเสีย บ่อยครั้งที่บาซโซเอาชนะคู่แข่งโดยการหนีเดี่ยว เข้าเส้นชัย ทำให้เป็นนักปั่นที่ได้รับการยอมรับมากคนหนึ่ง

ถึงแม้มีความสามารถที่เก่งและโดดเด่น แต่บาซโซ่กลับเคยได้รับการปฏิเสธการต่อสัญญาจากทีมในช่วงแรกของการก้าวขึ้นมาในระดับการแข่งขันจักรยานอาชีพ

หลังจากได้สวมเสื้อสีรุ้งจากการคว้าแชมป์โลกในรุ่นเยาวชน ในปี 1998 รวมทั้งการคว้าแชมป์หลายรายการในระดับมือสมัครเล่น บาซโซ่กลายเป็นที่หมายตาของหลายทีมระดับอาชีพ

จนกระทั่งในปี 2001 จิอานคาโรล เฟอรัตติ ผู้จัดการทีม Fasso Borto ในระดับ Protour ติดต่อกับบาซโซ่โดยตรงเพื่อชักชวนให้มาร่วมทีม เฟอรัตติบอกว่า “คุณเป็นนักปั่นที่เรากำลังตามหา ฟอร์มการปั่นจักรยานของคุณดุดันมาก ผมชอบ ด้วยความสามารถของคุณ ผมจะช่วยทำให้คุณกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดในอิตาลีได้อย่างแน่นอน” แน่นอนว่าบาซโซ่ที่รักการปั่นจักรยาน เขาตอบตกลงทันทีด้วยความไม่ลังเล

ทันทีที่เขาตกลงเข้าร่วมทีม บาซโซ่ได้ทำผลงานอย่างดีใน Tour of  Mediterranean บาซโซ่คว้าแชมป์ในสเตจแรกมาครองได้ รวมถึงครองผู้นำเวลารวมให้กับทีม แต่ด้วยความกล้าได้กล้าเสีย บาซโซ่เสียหลักล้มลงในสเตจที่ 4 กระดูกไหปลาร้าหัก และไม่สามารถปั่นต่อได้ ทำให้เขาต้องออกจากการแข่งขันอย่างรวดเร็ว

หลังจากการรักษาตัว บาซโซ่ได้กลับมาแข่งขันและทำผลงานได้ดีอีกเช่นเคย เขาเอาชนะสเตจภูเขาที่ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดในรายการ Bicicleta Vasca แถมยังเอาชนะ Joseba Beloki แชมป์สเตจใน Tour de France ได้อีกด้วย ต่อมาในสเตจที่ 5 บาซโซ่หนีกลุ่มออกมาพร้อมกับนักปั่นท่านอื่นอีก 5 ท่าน ซึ่ง 1 ในนั้นคือ Jan Voigt แต่บาสโซ่ได้เสียหลักล้มลงอีกครั้ง ทำให้เขาต้องออกจากแข่งขันไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย

ต่อมาในปี 2002 บาซโซ่ก็ยังคงมีฟอร์มที่ร้อนแรง บาซโซ่เปิดตัวตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ใน Tour de France สามารถเกาะกลุ่มไปกับบรรดา GC และจบด้วยเวลารวมอันดับที่ 11 พร้อมทั้งคว้าเสื้อสีขาวซึ่งเป็นเสื้อนักปั่นอายุน้อยยอดเยี่ยมไปครองได้

ถึงแม้ว่าจะมีฟอร์มที่ดีแต่ขาดความต่อเนื่อง ทำให้จิอานคาโรล เฟอรัตติเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวกับฟอร์มของ บาซโซ่ “บาซโซ่เขาเป็นนักปั่นที่ดี เขาเก่งมากนะ เขามีทักษะที่ยอดเยี่ยม เขามีความมุ่งมั่น แต่เขาแทบจะไม่สามารถชนะรายการใด ๆ ที่เขาลงแข่งได้เลย” จิอานคาโรล เฟอรัตติ บ่นอุบถึงผลงานของบาซโซ่

เมื่อผลงานเป็นที่ไม่พอใจ จิอานคาโรล เฟอรัตติ ก็ต้องหานักปั่นใหม่เพื่อสร้างผลงานให้กับทีม
อเลฮานโดร เปตรัชชี่ สปริ้นเตอร์ตัวเก่งภายในทีมถูกดันเข้ามาเพื่อสร้างผลงานตอบสนองความต้องการของ จิอานคาโรล เฟอรัตติ เมื่อแผนการทำทีมเปลี่ยนไป นักปั่นโดเมสทีคทั้งหลายต้องทำเกมส์เพื่อพาเปตรัชชี่ ไปสปริ้นเพื่อคว้าชัยชนะ ทำให้ บาซโซ่ ขาดโดเมสทีคในการช่วยสนับสนุนในการแข่ง Tour de France 2003

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อทีมเกิดปัญหานักปั่นหลายคนในทีมเจ็บป่วยเพราะอาหารเป็นพิษ ทำให้ทีมเหลือนักปั่นเพียง 3 คนในการแข่งขัน ซึ่ง 1 ในนั้นคือ บาซโซ่ เขายังคงมุ่งมั่นทำผลงานให้ทีมต่อเนื่อง และบนสเตจภูเขาที่สูง มีเพียงบาซโซ่คนเดียวที่สามารถตามเกาะติด แลนซ์ อาร์มสตรองได้แบบหายใจรดต้นคอ

หลังจากจบการแข่งขัน Tour de France 2003 บาซโซ่จบการแข่งขันด้วยเวลารวมในอันดับที่ 7 เปตรัชชี่ก็ทำได้ดีมากเช่นกัน เขาชนะ 6 สเตจ ยิ่งตอกย้ำว่าจิอานคาโรล เฟอรัตติคิดถูกในการเปลี่ยนแนวทางการทำทีม ส่งผลทำให้บาซโซ่ไม่ได้รับการสนใจมากเข้าไปอีกจนในที่สุด บาซโซ่ไม่ได้รับการต่อสัญญากับทีมนี้

แต่คนเก่งก็คือคนเก่ง  บาร์น รีจ แชมป์ Tour de France 1996 ชาวเดนมาร์ก ที่ผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีม ในตอนนั้น รีจเป็นผู้จัดการทีม CSC กำลังมองหานักปั่นฝีมือดีมาเสริมความแข็งแกร่งของทีม

“ผมศึกษาตัวนักปั่นแต่ละคนอย่างละเอียดในการเลือกเข้ามาอยู่ในทีม ซึ่งนักปั่นคนนั้นต้องมีบุคลิคและความสามารถที่เข้ากับทีมของเราได้ด้วย บาซโซ่ไม่เป็นเพียงแค่มีคุณสมบัติเหล่านั้นนะ ผมเชื่อว่าเขามีความสามารถในการเป็นผู้นำของทีมเราได้ด้วย เขาต้องการเพียงโดเมสทีคที่รู้งาน” รีจ พูดถึงสิ่งที่เขามองเห็นในตัวของบาซโซ่

หลังจากเข้าไปร่วมทีม บาซโซ่ ก็เรียนรู้จากรีจอย่างมาก รีจช่วยบาซโซ่ในการพัฒนาฝีเท้าการปั่นให้ดีขึ้น รีจสอนเขาทุกอย่าง รีจสามารถพูดภาษาอิตาลีได้อย่างคล่องแคล่ว แต่รีจกลับพยายามไม่พูดภาษาอิตาลีกับบาซโซ่ รีจพยายามให้บาซโซ่พูดภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับเพื่อร่วมทีมเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารในทีม

รีจ ค่อย ๆ นำความสามารถของ บาซโซ่ออกมาทั้งด้านการปั่น จิตใจ ทัศนคติ รวมทั้งภาวะการเป็นผู้นำ

“เขาไม่เพียงแค่เป็นผู้จัดการทีมนะ เขาดูแลผมดีแทบทุกอย่าง รวมทั้งเรื่องส่วนตัว บ่อยครั้งที่ผมต้องการคำแนะนำ ไม่ว่าจะเรื่องจักรยานหรือเรื่องส่วนตัว รีจจะเปนคนแรกที่ผมนึกถึงและโทรหาเสมอ เขาไม่เคยอิดออดที่จะช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำผม ผมว่าเขาเป็นมากกว่าผู้จัดการทีม เขาเป็นเหมือนพี่เลี้ยงของผมเลยล่ะ” บาซโซ่พูดถึง บาร์น รีจ

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ช่วยสร้างความเข้มเเข็งและการร่วมทำงานเป็นทีม ในทุก ๆ ปีของช่วง Off season รีจจะจัดให้มีการทำกิจกรรมร่วมกันภายในทีมนักกีฬา ช่าง และทีมงาน พูดง่าย ๆ ว่าทุกคนต้องไปทำกิจกรรมร่วมกันหนึ่งครั้งต่อปี ครั้งนั้นพวกเขาไปรวมตัวกันที่ชายฝั่งทะเลของประเทศสเปนและนั่งเรือออกไปกลางทะเล

รีจบอกว่า นักปั่นทุกคนต้องกระโดดลงทะเล เมื่อเรือเเล่นมาห่างจากฝั่ง 2 กิโลเมตร นักปั่นทุกคนต้องว่ายกลับฝั่งให้ได้แต่ปัญหาใหญ่คือ บาซโซ่ หัวหน้าทีม ว่ายน้ำไม่แข็ง

บาซโซ่ ต้องนำทีมให้ทุกคนกลับเข้าฝั่งอย่างปลอดภัยรวมทั้งตัวเขาที่ว่ายน้ำไม่แข็งด้วย สิ่งที่บาซโซ่ทำคือ พยายามให้ทุกคนเกาะกลุ่มและค่อย ๆ ตีขาว่ายเข้าฝั่ง คนที่แข็งแรงกว่าต้องคอยช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า

สุดท้ายทุกคนก็สามารถกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย และสิ่งนี้คือสิ่งที่ช่วยสร้างความแข็งแรง สร้างความสัมพันธ์ การทำงานร่วมกันในทีมอย่างแน่นเฟ้นมากยิ่งขึ้น บาซโซ่กลายเป็นผู้นำทีมทั้งในและนอกสนามแข่ง

ในปีนั้นผลงานบาซโซ่ดีขึ้น สามารถคว้าแชมป์สเตจ Tour de France ในสเตจที่ 12 และคว้าอันดับที่ 3 ผู้นำเวลารวม ห่างจากแชมป์ในปีนั้นเพียง 6 นาที 40 วินาทีเท่านั้น และในปีถัดมาก็คว้ารองแชมป์ Tour de France 2005

ในปี 2006 รีจอยากให้บาซโซ่มาโฟกัสกับการแข่ง Giro d’Italia บ้าง น่าจะเข้ากับสไตล์การปั่นที่เน้นภูเขาสูงชัน หลังจากนั้นบาซโซ่ก็กลายเป็นขาประจำ GC ในแกรนด์ทัวร์และพัฒนาฝีมือขึ้นจนกลายเป็นคู่แข่งของ แลนซ์ อาร์มสตรอง เสมือนไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด และเขาสามารถคว้าแชมป์ ในปีนั้นมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

คนเก่งคือคนเก่ง แต่คนที่จะมาขัดเกลาและดึงความสามารถอกมาได้นั้นสำคัญไม่แพ้กัน

Salaryman Cycling